คำว่า firewall โผล่มาแทบทุกครั้งที่มีคนพูดถึงความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ แต่พออธิบายกันจริง ๆ กลับกลายเป็นเรื่องคลุมเครือว่ามันคือโปรแกรม คืออุปกรณ์ หรือเป็นบริการอะไรสักอย่างที่ผู้ให้บริการเปิดให้อยู่แล้ว
บทความนี้อธิบายว่าไฟร์วอลล์คืออะไรแบบเห็นภาพ ทำงานยังไง มีกี่ประเภท พอร์ตแบบไหนควรเปิดควรปิด และที่สำคัญคือการตั้งไฟร์วอลล์บน VPS ต่างจากบนเว็บโฮสติ้งแบบแชร์ยังไง เพราะสองอย่างนี้คนละเรื่องกันเลย
Firewall คืออะไร
Firewall หรือไฟร์วอลล์ คือระบบที่ทำหน้าที่คัดกรองการเชื่อมต่อที่วิ่งเข้าและออกจากเครื่องหรือเครือข่าย โดยตัดสินจากกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าอนุญาตให้ผ่านหรือให้ปฏิเสธ มันไม่ใช่โปรแกรมสแกนไวรัส และไม่ได้ตรวจว่าไฟล์ที่ส่งมามีอันตรายหรือไม่ หน้าที่หลักของมันคือควบคุมว่าใครติดต่อเข้ามาที่ช่องทางไหนได้บ้าง
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ลองนึกถึงอาคารสำนักงานที่มี รปภ. ยืนอยู่หน้าประตู อาคารมีหลายประตูและแต่ละประตูมีหมายเลขกำกับ รปภ. มีรายชื่อในมือว่าประตูไหนเปิดให้ใครเข้าได้บ้าง ใครไม่มีชื่อก็ถูกปฏิเสธตั้งแต่หน้าประตู ไม่ได้เข้าไปในตัวอาคารเลย ไฟร์วอลล์ทำหน้าที่เดียวกันนี้กับเซิร์ฟเวอร์ของคุณ โดย "ประตู" ในที่นี้คือสิ่งที่เรียกว่าพอร์ต
ไฟร์วอลล์มีได้ทั้งแบบที่เป็นซอฟต์แวร์บนเครื่อง แบบที่เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์วางหน้าเครือข่าย และแบบที่เป็นบริการบนคลาวด์ที่กรองก่อนทราฟฟิกจะถึงเครื่องคุณด้วยซ้ำ ทั้งสามแบบทำงานบนหลักการเดียวกันคือมีกฎแล้วบังคับใช้กฎนั้น ต่างกันแค่ว่ามันไปยืนอยู่ตรงจุดไหนของเส้นทาง
Firewall ทำงานยังไง
การเชื่อมต่อทุกครั้งบนอินเทอร์เน็ตจะระบุสามอย่างเป็นอย่างน้อย คือมาจากที่อยู่ไหน จะไปที่อยู่ไหน และจะไปที่พอร์ตหมายเลขอะไร ไฟร์วอลล์อ่านข้อมูลสามอย่างนี้ของทุกแพ็กเก็ตที่วิ่งผ่าน แล้วเทียบกับรายการกฎที่คุณตั้งไว้ทีละข้อจากบนลงล่าง เจอกฎที่ตรงข้อไหนก่อนก็ทำตามข้อนั้นทันที
ผลลัพธ์ของการเทียบกฎมีอยู่ไม่กี่แบบ คืออนุญาตให้ผ่าน ปฏิเสธแบบตอบกลับไปว่าไม่รับ หรือทิ้งเงียบ ๆ โดยไม่ตอบอะไรเลย แบบหลังนี้นิยมใช้กับพอร์ตที่ไม่อยากให้คนภายนอกรู้ด้วยซ้ำว่ามีเครื่องอยู่ตรงนี้ เพราะฝั่งที่ยิงเข้ามาจะไม่ได้คำตอบใด ๆ กลับไป
จุดสำคัญที่สุดของการตั้งไฟร์วอลล์คือกฎตัวสุดท้ายที่เรียกว่า default policy ซึ่งใช้ตัดสินทราฟฟิกที่ไม่ตรงกับกฎข้อไหนเลย แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่าคือให้ค่าเริ่มต้นเป็นปฏิเสธทั้งหมด แล้วค่อยเขียนกฎเปิดเฉพาะสิ่งที่ต้องใช้จริง วิธีคิดแบบนี้เรียกว่า default deny และปลอดภัยกว่าการเปิดหมดแล้วค่อยไล่ปิดทีละอย่าง เพราะถ้าลืมปิดตัวใดตัวหนึ่ง ช่องนั้นจะเปิดค้างอยู่โดยที่คุณไม่รู้ตัว
ประเภทของ Firewall ที่ควรรู้จัก
เวลาอ่านเอกสารจะเจอคำว่าไฟร์วอลล์ในหลายบริบทจนสับสน แต่จริง ๆ แบ่งได้ตามตำแหน่งที่มันไปยืนอยู่ในเส้นทางของทราฟฟิก และตามความลึกที่มันมองข้อมูลได้ ตารางนี้สรุปสี่แบบที่เจอบ่อยที่สุดสำหรับคนที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์
| ประเภท | อยู่ตรงไหน | กรองอะไรได้ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Network firewall | หน้าเครือข่าย ก่อนถึงเครื่องปลายทาง | ที่อยู่ต้นทางปลายทางและหมายเลขพอร์ต | องค์กรที่มีหลายเครื่องในวงเดียวกัน ต้องการกฎกลางชุดเดียว |
| Host-based firewall | บนตัวเครื่องหรือ VPS เอง | พอร์ตและที่อยู่ที่เข้าถึงบริการบนเครื่องนั้น | คนเช่า VPS แทบทุกคน เพราะควบคุมเครื่องตัวเองได้ตรง ๆ |
| WAF (Web Application Firewall) | หน้าเว็บแอป ระหว่างผู้ใช้กับเว็บไซต์ | เนื้อหาของคำขอ HTTP เช่นรูปแบบที่ส่อว่าเป็นการโจมตีเว็บ | เว็บไซต์ที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ เช่นระบบล็อกอินหรือฟอร์ม |
| Cloud firewall | ที่ผู้ให้บริการภายนอก ก่อนทราฟฟิกถึงเครื่องคุณ | กรองและดูดซับทราฟฟิกจำนวนมากตั้งแต่ต้นทาง | เว็บที่มีทราฟฟิกสูงหรือกังวลเรื่องการโจมตีแบบถล่มปริมาณ |
Firewall บน VPS ต่างจากบนเว็บโฮสติ้งยังไง
นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด บน เว็บโฮสติ้งแบบแชร์ คุณอยู่ร่วมเครื่องกับลูกค้ารายอื่น ผู้ให้บริการจึงเป็นคนตั้งไฟร์วอลล์ให้ทั้งเครื่องแบบชุดเดียวใช้กับทุกคน คุณเปลี่ยนกฎเองไม่ได้ และปกติก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะสิ่งที่คุณทำได้บนโฮสต์แชร์มีแค่การรันเว็บไซต์ผ่านพอร์ตมาตรฐานอยู่แล้ว
ส่วน VPS ให้สิทธิ์ root เต็มกับเครื่องเสมือนของคุณเอง หมายความว่าคุณเปิดบริการอะไรก็ได้บนพอร์ตไหนก็ได้ ซึ่งแลกมากับความรับผิดชอบว่าคุณต้องเป็นคนตั้งกฎเอง ถ้าคุณไม่ตั้งอะไรเลย บริการทุกตัวที่คุณเปิดขึ้นมาจะเข้าถึงได้จากทั้งอินเทอร์เน็ตทันทีที่เครื่องออนไลน์ รายละเอียดความต่างในภาพรวมอ่านเพิ่มได้ที่ VPS ต่างจาก Web Hosting ยังไง
| หัวข้อ | เว็บโฮสติ้งแบบแชร์ | VPS |
|---|---|---|
| ใครตั้งกฎ | ผู้ให้บริการตั้งให้ทั้งเครื่อง | คุณตั้งเองบนเครื่องของคุณ |
| ความยืดหยุ่น | ทำได้ตามที่ผู้ให้บริการกำหนด | กำหนดได้ละเอียดถึงระดับพอร์ตและที่อยู่ต้นทาง |
| เปิดบริการนอกพอร์ตเว็บ | ปกติทำไม่ได้ | ทำได้ แต่ต้องเปิดกฎเองและรับความเสี่ยงเอง |
| ความรับผิดชอบเมื่อตั้งผิด | อยู่ที่ผู้ให้บริการเป็นหลัก | อยู่ที่คุณเป็นหลัก |
| ต้องเรียนรู้เพิ่ม | แทบไม่ต้อง | ต้องเข้าใจเรื่องพอร์ตและลำดับกฎพอสมควร |
พอร์ตที่ควรเปิดและพอร์ตที่ควรปิด
พอร์ตคือหมายเลขช่องทางที่บริการแต่ละตัวใช้รับการเชื่อมต่อ หลักคิดง่าย ๆ คือเปิดเฉพาะพอร์ตของบริการที่คุณตั้งใจให้คนภายนอกเข้าถึงจริง ๆ ส่วนที่เหลือปิดให้หมด และถ้าบริการไหนใช้เฉพาะภายในเครื่องเดียวกัน ก็ไม่ควรผูกมันไว้กับที่อยู่สาธารณะตั้งแต่แรก
ตารางนี้คือแนวทางตั้งต้นสำหรับ VPS ที่ใช้รันเว็บไซต์ทั่วไป ปรับตามงานจริงของคุณได้ แต่ให้ยึดหลักว่าอะไรที่ไม่ได้ใช้คือปิด
| พอร์ต | ใช้ทำอะไร | แนวทาง |
|---|---|---|
| 80 | เว็บแบบ HTTP | เปิด ถ้ารันเว็บ โดยมักตั้งให้เปลี่ยนเส้นทางไป HTTPS |
| 443 | เว็บแบบ HTTPS | เปิด ถ้ารันเว็บ นี่คือพอร์ตหลักที่ผู้เข้าชมใช้จริง |
| 22 | SSH สำหรับเข้าไปจัดการเครื่อง | เปิด แต่ควรจำกัดให้เฉพาะที่อยู่ที่เชื่อถือได้ และปิดการล็อกอินด้วยรหัสผ่าน |
| 3389 | Remote Desktop บน Windows Server | เปิดเฉพาะเมื่อจำเป็น และจำกัดที่อยู่ต้นทางเสมอ |
| 3306 / 5432 | ฐานข้อมูล MySQL และ PostgreSQL | ปิดจากภายนอก ให้เข้าถึงเฉพาะจากในเครื่องหรือวงเครือข่ายภายใน |
| 6379 / 27017 | Redis และ MongoDB | ปิดจากภายนอกเด็ดขาด สองตัวนี้ค่าเริ่มต้นมักไม่มีรหัสผ่าน |
| ทุกพอร์ตที่เหลือ | ไม่ได้ใช้งาน | ปิดตามหลัก default deny |
ความผิดพลาดที่พบบ่อยตอนตั้ง Firewall
ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเรื่องเทคนิคซับซ้อน แต่เกิดจากการลืมลำดับหรือลืมว่ายังมีไฟร์วอลล์อีกชั้นซ้อนอยู่ ข้อแรกในรายการนี้คือกับดักที่คนเจอกันมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่ควรเข้าใจ SSH ให้ดีก่อนเริ่มแก้กฎ
- ปิดพอร์ต SSH ของตัวเองจนล็อกตัวเองออกจากเครื่อง — เกิดขึ้นเมื่อตั้ง default deny ก่อนเขียนกฎอนุญาต SSH หรือย้ายพอร์ต SSH แล้วลืมเปิดพอร์ตใหม่ ผลคือเข้าเครื่องไม่ได้อีกเลยจนกว่าจะใช้คอนโซลจากผู้ให้บริการ
- เปิดกฎแบบ 0.0.0.0 ให้ทุกพอร์ต — เท่ากับไม่มีไฟร์วอลล์ มักเกิดตอนแก้ปัญหาบางอย่างไม่ตกแล้วเปิดหมดชั่วคราว แต่ลืมปิดกลับ
- ลืมว่ามีไฟร์วอลล์สองชั้น — หลายเจ้ามีไฟร์วอลล์ระดับแผงควบคุมหรือระดับเครือข่าย ซ้อนกับไฟร์วอลล์ในระบบปฏิบัติการอีกชั้น เปิดชั้นเดียวแล้วบริการยังเข้าไม่ได้จึงงงว่าตั้งถูกแล้วทำไมไม่ทำงาน
- ลืมว่าคอนเทนเนอร์อาจเปิดพอร์ตข้ามกฎ — ในบางการตั้งค่า การผูกพอร์ตของคอนเทนเนอร์จะไปเขียนกฎเครือข่ายเพิ่มเอง ทำให้บริการเข้าถึงได้จากภายนอกทั้งที่คุณคิดว่าปิดอยู่
- จำกัดที่อยู่ต้นทางไว้กับ IP บ้านที่เปลี่ยนไปมา — เน็ตบ้านส่วนใหญ่ได้ที่อยู่แบบไม่คงที่ พอเปลี่ยนแล้วเข้าไม่ได้ ควรมีทางเข้าสำรองไว้เสมอ
- ตั้งกฎแล้วไม่ทดสอบจากเครื่องอื่น — การทดสอบจากในเครื่องเองจะผ่านเสมอ ต้องลองจากภายนอกถึงจะรู้ว่ากฎมีผลจริง
- ไม่มีบันทึกว่าเปิดพอร์ตไหนไว้เพราะอะไร — ผ่านไปหลายเดือนจะไม่กล้าปิด เพราะไม่แน่ใจว่ามีอะไรใช้อยู่หรือเปล่า
ภาพรวมการตั้ง Firewall บน VPS
ขั้นตอนด้านล่างเป็นลำดับความคิด ไม่ใช่คำสั่งที่ต้องพิมพ์ตามคำต่อคำ เพราะเครื่องมือที่ใช้ต่างกันไปตามระบบปฏิบัติการ บน Linux ที่ใช้กันแพร่หลายคือ ufw หรือ firewalld ส่วนบน Windows Server จะตั้งผ่าน Windows Defender Firewall ถ้ายังไม่มีเครื่องไว้ลอง ดูสเปกและราคาได้ที่หน้า VPS ของ Plusweb ซึ่งทุกแพ็กเกจให้สิทธิ์ root เต็มและมี 1 Public IPv4 ในตัว
- 1สำรวจก่อนว่าตอนนี้เครื่องเปิดพอร์ตอะไรอยู่บ้าง และแต่ละพอร์ตเป็นของบริการตัวไหน
- 2ตัดสินใจว่าจะให้บริการไหนเข้าถึงได้จากภายนอกจริง ๆ ที่เหลือให้ผูกไว้กับ localhost แทนการเปิดพอร์ต
- 3เขียนกฎอนุญาต SSH ก่อนเป็นอันดับแรก และถ้าเป็นไปได้ให้จำกัดที่อยู่ต้นทางไว้ด้วย
- 4เพิ่มกฎอนุญาตพอร์ต 80 และ 443 ถ้าเครื่องนี้ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์
- 5ตั้ง default policy ขาเข้าเป็นปฏิเสธ แล้วปล่อยขาออกไว้ตามปกติสำหรับการใช้งานทั่วไป
- 6เปิดใช้งานกฎ แล้วทดสอบจากเครื่องอื่นหรือเครือข่ายอื่นว่ายังเข้า SSH ได้และเว็บยังเปิดได้
- 7ตรวจไฟร์วอลล์ชั้นนอกที่ผู้ให้บริการมีให้ ว่ากฎสองชั้นตรงกันและไม่ขัดกันเอง
- 8จดไว้ว่าเปิดพอร์ตไหนไว้เพราะบริการอะไร แล้วทบทวนรายการนี้ทุกครั้งที่ติดตั้งหรือถอนบริการ
- 9ตั้งการสำรองข้อมูลควบคู่ไปด้วย เพราะไฟร์วอลล์กันการเข้าถึงได้ แต่ไม่ได้กู้ข้อมูลคืนให้
สรุป
ไฟร์วอลล์คือด่านตรวจที่ตัดสินว่าการเชื่อมต่อไหนเข้าถึงเครื่องคุณได้บ้าง โดยดูจากที่อยู่ต้นทาง ปลายทาง และหมายเลขพอร์ต เทียบกับกฎที่คุณเขียนไว้ หัวใจของการตั้งที่ดีคือ default deny คือปิดไว้ก่อนแล้วเปิดเฉพาะที่ต้องใช้ ไม่ใช่เปิดหมดแล้วค่อยไล่ปิด
ความต่างที่ต้องจำคือบนเว็บโฮสติ้งแบบแชร์ผู้ให้บริการตั้งกฎให้ทั้งเครื่อง ส่วนบน VPS คุณตั้งเอง ยืดหยุ่นกว่ามากแต่ต้องรับผิดชอบเองด้วย และไฟร์วอลล์เป็นแค่ชั้นหนึ่งของการดูแลเครื่องเท่านั้น ควรทำควบคู่กับการอัปเดตระบบสม่ำเสมอและ การสำรองข้อมูล ที่ทดสอบกู้คืนได้จริง
ถ้าอยากเข้าใจภาพให้ครบ แนะนำอ่านต่อเรื่อง DDoS คืออะไร เพื่อรู้ว่าการโจมตีแบบถล่มปริมาณเป็นคนละเรื่องกับการเจาะพอร์ต และเรื่อง Cloudflare กับ CDN ซึ่งช่วยกรองทราฟฟิกตั้งแต่ก่อนถึงเครื่องคุณ
อยากตั้ง Firewall ของตัวเองบนเซิร์ฟเวอร์จริง?
VPS ของ Plusweb ให้สิทธิ์ root เต็มและมี 1 Public IPv4 ในตัว ตั้งกฎไฟร์วอลล์เองได้ทุกพอร์ต เริ่มต้น 120฿/เดือน เมื่อชำระรายปี
คำถามที่พบบ่อย
Firewall คืออะไรแบบสั้นที่สุด?
ไฟร์วอลล์คือระบบคัดกรองการเชื่อมต่อเข้าออกเครื่องหรือเครือข่าย โดยดูจากที่อยู่ต้นทาง ที่อยู่ปลายทาง และหมายเลขพอร์ต แล้วเทียบกับกฎที่ตั้งไว้ว่าจะให้ผ่านหรือปฏิเสธ มันควบคุมว่าใครเข้าถึงช่องทางไหนของเครื่องได้ ไม่ได้ทำหน้าที่สแกนไฟล์หรือกำจัดไวรัส
Firewall ทำงานยังไง?
มันอ่านข้อมูลของทุกแพ็กเก็ตที่วิ่งผ่าน แล้วเทียบกับรายการกฎจากบนลงล่าง เจอกฎที่ตรงข้อไหนก่อนก็ทำตามข้อนั้นทันที ผลลัพธ์คืออนุญาต ปฏิเสธ หรือทิ้งเงียบ ๆ ส่วนทราฟฟิกที่ไม่ตรงกฎข้อไหนเลยจะถูกตัดสินด้วย default policy ซึ่งควรตั้งเป็นปฏิเสธเพื่อความปลอดภัย
VPS จำเป็นต้องตั้ง firewall เองไหม?
ควรตั้งเสมอ เพราะ VPS ให้สิทธิ์ root เต็มกับเครื่องของคุณ บริการทุกตัวที่คุณเปิดขึ้นมาจะเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตทันทีถ้าไม่มีกฎกำกับ ต่างจากเว็บโฮสติ้งแบบแชร์ที่ผู้ให้บริการตั้งกฎกลางไว้ให้ทั้งเครื่องอยู่แล้ว การตั้งไฟร์วอลล์จึงควรเป็นงานแรกหลังได้เครื่องมา ก่อนติดตั้งบริการใด ๆ
ควรเปิดพอร์ตอะไรบ้างบน VPS ที่รันเว็บไซต์?
โดยทั่วไปเปิดพอร์ต 80 กับ 443 สำหรับเว็บ และพอร์ต SSH สำหรับเข้าไปจัดการเครื่อง ที่เหลือควรปิดทั้งหมด โดยเฉพาะพอร์ตฐานข้อมูลอย่าง 3306 5432 6379 หรือ 27017 ที่ควรให้เข้าถึงได้จากภายในเครื่องเท่านั้น เพราะมีสคริปต์อัตโนมัติไล่สแกนพอร์ตเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
ถ้าตั้ง firewall ผิดจนเข้าเครื่องไม่ได้ ต้องทำยังไง?
ให้ใช้คอนโซลฉุกเฉินที่ผู้ให้บริการมีให้ในแผงควบคุม ซึ่งเข้าเครื่องได้โดยไม่ผ่านเครือข่ายปกติ แล้วแก้หรือปิดกฎที่ผิด วิธีป้องกันที่ดีกว่าคือก่อนแก้กฎ SSH ทุกครั้งให้เปิดหน้าต่างเชื่อมต่อที่ล็อกอินค้างไว้อีกบานหนึ่ง และรู้ล่วงหน้าว่าคอนโซลฉุกเฉินอยู่ตรงไหน
มี firewall แล้วยังต้อง backup อยู่ไหม?
ยังต้องทำอยู่ เพราะทั้งสองอย่างแก้คนละปัญหา ไฟร์วอลล์ควบคุมว่าใครเข้าถึงเครื่องได้ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเมื่อข้อมูลเสียหายจากการลบผิด อัปเดตแล้วพัง หรือฮาร์ดแวร์มีปัญหา การสำรองข้อมูลที่ทดสอบกู้คืนได้จริงจึงเป็นคนละชั้นที่ต้องมีควบคู่กันไป
GUIDES
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
DDoS คืออะไร? เข้าใจการโจมตีและแนวทางป้องกันแบบเป็นชั้น
DDoS คือการถล่มเว็บด้วยทราฟฟิกจำนวนมหาศาลจากหลายแหล่งพร้อมกันจนบริการล่ม อ่านให้เข้าใจความต่างจาก DoS รูปแบบที่พบบ่อย อาการที่บอกว่าโดนอยู่ และความจริงว่าป้องกันได้แค่ไหน
อ่านต่อVPS คืออะไร? ใช้ทำอะไรได้บ้าง ฉบับเข้าใจง่าย
สรุปครบเรื่อง VPS — VPS server คืออะไร ทำงานยังไง Cloud VPS ต่างจาก VPS ทั่วไปตรงไหน ใช้ทำอะไรได้บ้าง เทียบกับ Shared Hosting และ Dedicated ใครควรใช้ และเริ่มต้นยังไงในปี 2026
อ่านต่อSSH คืออะไร? เข้าใจตั้งแต่ศูนย์ พร้อมวิธีเชื่อมต่อ VPS ให้ปลอดภัย
SSH คือช่องทางเข้าไปสั่งงานเซิร์ฟเวอร์จากระยะไกลแบบเข้ารหัส อ่านให้เข้าใจว่ามันใช้ทำอะไร เชื่อมต่อยังไง ทำไม SSH key ถึงปลอดภัยกว่ารหัสผ่าน และควรตั้งค่าอะไรตั้งแต่วันแรกที่ได้เครื่อง
อ่านต่อ