Forex

Elliott Wave คืออะไร นับคลื่นยังไงให้มือใหม่เข้าใจ

Updated 2026-07-15~10 min read

Elliott Wave หรือ "คลื่นเอลเลียต" เป็นหนึ่งในทฤษฎีการวิเคราะห์กราฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกการเทรด แนวคิดหลักคือ ราคาในตลาดไม่ได้เคลื่อนที่แบบสุ่ม แต่เดินเป็น "คลื่น" ซ้ำๆ ตามจิตวิทยาหมู่ของคนหมู่มาก บทความนี้จะพามือใหม่ไปรู้จักตั้งแต่พื้นฐานว่า Elliott Wave คืออะไร นับคลื่นยังไง มีกฎอะไรบ้าง และใช้ Fibonacci เข้ามาช่วยตรงไหน

เราจะไล่ตั้งแต่โครงสร้างหลักคือคลื่นขับเคลื่อน (Impulse 5 คลื่น) และคลื่นปรับฐาน (Corrective ABC) กฎการนับคลื่นที่ห้ามผิด การนับคลื่นย่อยซ้อนคลื่นใหญ่ (Fractal) ไปจนถึงการวัดเป้าหมายด้วย Fibonacci Wave และข้อควรระวังสำคัญที่ทำให้หลายคนนับคลื่นผิดจนขาดทุน

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือสัญญาณเทรด การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้ขาดทุนเกินเงินต้นได้ Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่ซับซ้อนและอาศัยการตีความ ต้องฝึกฝนอย่างมาก และไม่มีทฤษฎีใดการันตีผลกำไร

Elliott Wave (คลื่นเอลเลียต) คืออะไร

Elliott Wave เป็นทฤษฎีที่คิดค้นโดย Ralph Nelson Elliott ในช่วงทศวรรษ 1930 เขาสังเกตว่าตลาดการเงินเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบคลื่นที่เกิดซ้ำได้ เพราะราคาถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งความโลภและความกลัว สลับกันเป็นวัฏจักร แนวคิดนี้จึงจัดอยู่ในกลุ่มการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เน้น "จิตวิทยาหมู่" มากกว่าตัวเลขล้วนๆ

หัวใจของทฤษฎีคือ หนึ่งรอบวัฏจักรของราคาจะประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ ช่วงที่ราคาเคลื่อนไปตามแนวโน้มหลัก (Motive/Impulse) นับเป็น 5 คลื่น และช่วงที่ราคาปรับฐานสวนแนวโน้ม (Corrective) นับเป็น 3 คลื่น รวมเป็นรูปแบบ 5-3 ที่เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

สิ่งที่ทำให้ Elliott Wave น่าสนใจแต่ก็ยากในเวลาเดียวกันคือ คลื่นมีลักษณะ "Fractal" หรือคลื่นย่อยซ้อนอยู่ในคลื่นใหญ่ กล่าวคือ คลื่นใหญ่ 1 ลูกเมื่อซูมเข้าไปดูก็จะเห็นคลื่นเล็กๆ 5 หรือ 3 คลื่นซ้อนอยู่ข้างในอีกที ทำให้การนับต้องอาศัยการมองหลายไทม์เฟรมประกอบกัน

💡 สรุปสั้นๆ: Elliott Wave = ทฤษฎีที่มองว่าราคาเดินเป็นคลื่นตามจิตวิทยาหมู่ หนึ่งรอบมี Impulse 5 คลื่น + Corrective 3 คลื่น และคลื่นย่อยซ้อนคลื่นใหญ่แบบ Fractal

Impulse 5 คลื่น: คลื่นขับเคลื่อนตามแนวโน้ม

คลื่นขับเคลื่อน (Impulse) คือช่วงที่ราคาวิ่งไปตามแนวโน้มหลัก แบ่งเป็น 5 คลื่นย่อย นับด้วยตัวเลข 1-2-3-4-5 โดยคลื่นที่วิ่งไปตามแนวโน้ม (คลื่น 1, 3, 5) เรียกว่าคลื่นขาไป ส่วนคลื่นที่พักตัวสวนทาง (คลื่น 2, 4) เรียกว่าคลื่นพัก ภาพรวมคือราคาค่อยๆ ไต่ขึ้น (หรือลง) เป็นขั้นบันได

ในทางปฏิบัติ คลื่น 1 มักเกิดตอนที่ยังไม่มีใครมั่นใจว่าเทรนด์เริ่มแล้ว คลื่น 2 คือการย่อกลับที่ทำให้คนคิดว่าเทรนด์เก่ายังอยู่ คลื่น 3 มักเป็นคลื่นที่ยาวและแรงที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มเห็นเทรนด์และแห่เข้ามา คลื่น 4 เป็นการพักฐานอีกครั้ง และคลื่น 5 คือขาสุดท้ายที่มักมาพร้อมความคึกคักของรายย่อยก่อนจบรอบ

จุดที่มือใหม่ควรจำคือ คลื่น 3 มักเป็นคลื่นที่ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีที่สุดในเชิงทฤษฎี เพราะเป็นช่วงที่แนวโน้มชัดและแรง ขณะที่คลื่น 5 มักเริ่มมีสัญญาณอ่อนแรง (Divergence) เตือนว่ารอบกำลังจะจบ

  1. 1คลื่น 1 — จุดเริ่มเทรนด์ ยังไม่มีใครมั่นใจ
  2. 2คลื่น 2 — ย่อกลับ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มคลื่น 1
  3. 3คลื่น 3 — มักยาวและแรงที่สุด ห้ามเป็นคลื่นที่สั้นที่สุด
  4. 4คลื่น 4 — พักฐาน โดยทั่วไปต้องไม่ทับเขตราคาคลื่น 1
  5. 5คลื่น 5 — ขาสุดท้าย มักมีสัญญาณอ่อนแรงก่อนจบรอบ

Corrective ABC: คลื่นปรับฐานสวนแนวโน้ม

หลังจบคลื่นขับเคลื่อน 5 คลื่นแล้ว ราคาจะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (Corrective) ซึ่งนับเป็น 3 คลื่น ใช้ตัวอักษร A-B-C แทนตัวเลข คลื่น A คือการปรับตัวสวนแนวโน้มครั้งแรก คลื่น B คือการเด้งกลับ (มักหลอกให้คนคิดว่าเทรนด์เดิมกลับมา) และคลื่น C คือการลงต่อ (หรือขึ้นต่อ) จนจบการปรับฐาน

รูปแบบ Corrective มีหลายชนิด เช่น Zigzag (ปรับตัวชัน), Flat (ปรับตัวออกข้าง) และ Triangle (บีบตัวแคบลง) แต่ละแบบมีลักษณะการเคลื่อนไหวและสัดส่วนต่างกัน มือใหม่ไม่จำเป็นต้องจำครบทุกแบบตั้งแต่แรก แต่ควรเข้าใจภาพรวมว่าคลื่นปรับฐานมักซับซ้อนและตีความยากกว่าคลื่นขับเคลื่อน

เมื่อจบคลื่น C แล้ว วัฏจักร 5-3 ก็ครบหนึ่งรอบ และตลาดอาจเริ่มรอบใหม่ต่อไป การเข้าใจว่าตอนนี้ราคาอยู่ในช่วง Impulse หรือ Corrective ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้ว่าควรเทรดตามเทรนด์ หรือควรระมัดระวังเพราะอยู่ในช่วงปรับฐานที่คาดเดายาก

ประเภทคลื่นจำนวนคลื่นทิศทางลักษณะเด่น
Impulse (ขับเคลื่อน)5 คลื่น (1-2-3-4-5)ตามแนวโน้มหลักคลื่น 3 มักแรงสุด เดินเป็นขั้นบันได
Corrective (ปรับฐาน)3 คลื่น (A-B-C)สวนแนวโน้มหลักซับซ้อน ตีความยาก มีหลายรูปแบบ

กฎการนับคลื่น 3 ข้อที่ห้ามผิด

Elliott Wave มีกฎเหล็ก 3 ข้อสำหรับคลื่นขับเคลื่อนที่ห้ามละเมิดเด็ดขาด ถ้าการนับของคุณผิดกฎเหล่านี้ แสดงว่านับผิด ต้องกลับไปนับใหม่ กฎเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกรองการนับที่มั่วออกไป

นอกจากกฎแล้ว ยังมี "แนวทาง" (Guidelines) เช่น หลักการสลับ (Alternation) ที่บอกว่าถ้าคลื่น 2 ปรับตัวแบบชัน คลื่น 4 มักปรับตัวแบบออกข้าง หรือหลักการที่คลื่น 3 มักยาวเท่ากับ 1.618 เท่าของคลื่น 1 แต่แนวทางเหล่านี้ไม่ใช่กฎตายตัว เป็นเพียงแนวโน้มที่พบบ่อย

  1. 1กฎข้อ 1: คลื่น 2 ต้องไม่ย่อลงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 (ไม่ retrace เกิน 100%)
  2. 2กฎข้อ 2: คลื่น 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดในบรรดาคลื่น 1, 3, 5
  3. 3กฎข้อ 3: คลื่น 4 ต้องไม่ทับซ้อนเขตราคาของคลื่น 1 (ยกเว้นในรูปแบบพิเศษบางอย่าง)
💡 เคล็ดลับ: ถ้านับแล้วผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง อย่าฝืน ให้กลับไปนับใหม่ทันที การนับคลื่นที่ดีต้องเคารพกฎเสมอ

Fibonacci Wave: วัดเป้าหมายและจุดกลับตัว

Elliott Wave มักถูกใช้คู่กับ Fibonacci เพราะสัดส่วนของคลื่นแต่ละลูกมักสัมพันธ์กันด้วยอัตราส่วน Fibonacci เช่น 0.382, 0.5, 0.618, 1.0, 1.618 เครื่องมือที่ใช้บ่อยคือ Fibonacci Retracement (วัดการย่อ) และ Fibonacci Extension (วัดการขยายเป้าหมาย)

ตัวอย่างการใช้งานเชิงแนวคิด เช่น คลื่น 2 มักย่อกลับราว 0.5-0.618 ของคลื่น 1, คลื่น 4 มักย่อราว 0.382 ของคลื่น 3 และคลื่น 3 มักขยายไปที่ 1.618 เท่าของคลื่น 1 ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมิน "โซนที่น่าจะกลับตัว" หรือ "เป้าหมายที่ราคาอาจไปถึง" ได้ในเชิงความน่าจะเป็น

อย่างไรก็ตาม Fibonacci ให้เพียง "โซน" ไม่ใช่จุดเป๊ะ ราคาอาจกลับตัวก่อน เลยไป หรือไม่เคารพระดับเลยก็ได้ จึงควรใช้ร่วมกับสัญญาณยืนยันอื่น เช่น รูปแบบแท่งเทียน หรือโครงสร้างราคา ไม่ใช่ยึด Fibonacci เป็นเหตุผลเดียว

ข้อควรระวัง: Elliott Wave ซับซ้อน ต้องฝึกและตีความ

ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของ Elliott Wave คือ "ความอัตวิสัย" (Subjective) เทรดเดอร์สองคนอาจนับคลื่นเดียวกันแล้วได้ผลต่างกันโดยสิ้นเชิง และบ่อยครั้งเราจะนับได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อคลื่นจบไปแล้ว การนับแบบเรียลไทม์จึงยากและต้องเผื่อทางเลือกหลายทาง (Alternate Count) เสมอ

มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มไม่ควรใช้ Elliott Wave เป็นเครื่องมือเดียวในการตัดสินใจ ควรใช้ร่วมกับพื้นฐานอื่นก่อน เช่น การอ่าน Price Action และแนวรับแนวต้าน แล้วค่อยๆ ฝึกนับคลื่นบนกราฟย้อนหลังจำนวนมาก เพื่อสร้างความคุ้นเคย เพราะทฤษฎีนี้ต้องอาศัยชั่วโมงบินสูงกว่าจะใช้ได้จริง

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะนับคลื่นแม่นแค่ไหน ก็ต้องบริหารความเสี่ยงทุกครั้ง กำหนด Stop Loss และขนาดออเดอร์ให้เหมาะสม เพราะไม่มีการนับใดถูกต้อง 100% และตลาดพร้อมทำสิ่งที่เราคาดไม่ถึงได้เสมอ

💡 คำเตือนความเสี่ยง: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจขาดทุนเกินเงินต้น Elliott Wave เป็นทฤษฎีเชิงตีความที่ต้องฝึกฝน ไม่รับประกันผลกำไร และเนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

ต่อยอด Elliott Wave สู่ระบบอัตโนมัติบน VPS Forex

จุดอ่อนของการเทรดตาม Elliott Wave ด้วยมือคือ ต้องเฝ้ากราฟหลายไทม์เฟรมและหลายคู่เงินพร้อมกัน ซึ่งเหนื่อยและพลาดจังหวะได้ง่าย เทรดเดอร์ที่ตกผลึกกฎการนับและเงื่อนไขเข้าออกจนชัดเจนแล้ว หลายคนจึงแปลงกลยุทธ์เป็น EA (Expert Advisor) ให้คอมพิวเตอร์ช่วยเฝ้าและส่งคำสั่งแทน ลดการใช้อารมณ์ แต่ต้องย้ำว่า EA ไม่ได้การันตีกำไรและต้องทดสอบย้อนหลังอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาคือ EA ต้องเปิด MT4/MT5 และต่ออินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ถ้ารันบนคอมที่บ้านแล้วไฟดับหรือเน็ตหลุด ระบบก็หยุดทันที เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จึงย้ายไปรันบน VPS Forex ที่เปิดตลอดเวลาในดาต้าเซ็นเตอร์ มีไฟและเน็ตสำรอง Latency ต่ำ ก่อนไปถึงจุดนั้น แนะนำให้ปูพื้นฐานการอ่านกราฟด้วย Price Action และ แนวรับแนวต้าน ควบคู่กันไป จะช่วยให้การนับคลื่นแม่นยำขึ้น

พร้อมรันกลยุทธ์ Elliott Wave ของคุณแบบไม่มีสะดุด

เมื่อแปลงการนับคลื่นเป็น EA แล้ว ต้องมี VPS Forex ที่เปิด 24 ชั่วโมง — VPS Forex ของ Plusweb รองรับ MT4/MT5 · Windows Server · Latency ต่ำ · เปิดใช้อัตโนมัติ · เริ่มต้น ฿250/เดือน

Frequently Asked Questions

Elliott Wave คืออะไร?

Elliott Wave หรือคลื่นเอลเลียต คือทฤษฎีการวิเคราะห์กราฟที่มองว่าราคาเคลื่อนไหวเป็นคลื่นซ้ำๆ ตามจิตวิทยาหมู่ หนึ่งรอบประกอบด้วยคลื่นขับเคลื่อน (Impulse) 5 คลื่น และคลื่นปรับฐาน (Corrective) 3 คลื่น รวมเป็นรูปแบบ 5-3

Impulse 5 คลื่นกับ Corrective ABC ต่างกันยังไง?

Impulse คือคลื่นที่วิ่งไปตามแนวโน้มหลัก นับ 5 คลื่นด้วยตัวเลข 1-2-3-4-5 ส่วน Corrective คือคลื่นปรับฐานสวนแนวโน้ม นับ 3 คลื่นด้วยตัวอักษร A-B-C โดยทั่วไป Corrective จะตีความยากและซับซ้อนกว่า Impulse

กฎการนับคลื่นที่ห้ามผิดมีอะไรบ้าง?

มี 3 ข้อหลัก: (1) คลื่น 2 ต้องไม่ย่อต่ำกว่าจุดเริ่มคลื่น 1 (2) คลื่น 3 ต้องไม่เป็นคลื่นที่สั้นที่สุด และ (3) คลื่น 4 ต้องไม่ทับเขตราคาคลื่น 1 ถ้าการนับผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง แสดงว่านับผิดต้องนับใหม่

Fibonacci เกี่ยวข้องกับ Elliott Wave ยังไง?

สัดส่วนของคลื่นแต่ละลูกมักสัมพันธ์กันด้วยอัตราส่วน Fibonacci เช่น คลื่น 2 มักย่อ 0.5-0.618 ของคลื่น 1 และคลื่น 3 มักขยายไป 1.618 เท่า เทรดเดอร์ใช้ Fibonacci ช่วยประเมินโซนกลับตัวและเป้าหมาย แต่เป็นเพียงโซน ไม่ใช่จุดเป๊ะที่การันตี

มือใหม่ควรเริ่มเรียน Elliott Wave เลยไหม?

Elliott Wave ค่อนข้างซับซ้อนและอาศัยการตีความสูง มือใหม่ควรปูพื้นฐาน Price Action และแนวรับแนวต้านให้แน่นก่อน แล้วค่อยฝึกนับคลื่นบนกราฟย้อนหลังจำนวนมาก ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นและบริหารความเสี่ยงเสมอ เพราะไม่มีการนับใดถูก 100%

เทรดตาม Elliott Wave ด้วย EA ต้องมี VPS ไหม?

ควรมี เพราะ EA ต้องเปิด MT4/MT5 และต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา หากรันบนคอมที่บ้านแล้วไฟดับหรือเน็ตหลุด ระบบจะหยุดทันที VPS Forex ที่เปิด 24 ชม. และ Latency ต่ำ ช่วยให้ EA รันต่อเนื่องได้อย่างเสถียร

GUIDES

Related articles

Keep reading on similar topics

View all articles
แนวรับแนวต้าน หายังไง ใช้ยังไงในการเทรด Forex
Forex

แนวรับแนวต้าน หายังไง ใช้ยังไงในการเทรด Forex

ทำความเข้าใจแนวรับแนวต้าน (Support Resistance) แบบครบ — วิธีหาแนวจาก Swing High/Low, ตัวเลขกลม และหลัก Role Reversal ที่แนวรับกลายเป็นแนวต้าน พร้อมวิธีใช้จริงในการวางแผนเข้าออก และย้ำเรื่องการบริหารความเสี่ยง

Read more
Price Action คืออะไร เทรดยังไงไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์
Forex

Price Action คืออะไร เทรดยังไงไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์

ทำความเข้าใจ Price Action ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน การอ่านราคาเปล่าบน Naked Chart ไปจนถึงรูปแบบยอดนิยมอย่าง Pin Bar, Engulfing, Inside Bar พร้อมชั่งข้อดี-ข้อเสียแบบตรงไปตรงมา

Read more
What Are Order Block & FVG in the Smart Money Concept?
Forex

What Are Order Block & FVG in the Smart Money Concept?

Understand the basics of the Smart Money Concept — what an Order Block is, what an FVG (Fair Value Gap) is, how Liquidity fits in, and how to view these zones on a chart, with a reminder that these are price-structure concepts, not a formula that guarantees profit.

Read more